ระดับประถมศึกษา
ป.1 - ป.3 เรียนที่ วัดสุนทรสราวาส เป็นวัดในหมู่บ้าน
จำได้ว่า ครูผ่อง เป็นครู ป.2 ที่เฮี๊ยบเหมือนในหนังเลย (ปัจจุบันท่านเสีชีวิตนานแล้ว)
นั่งโต๊ะยาว ไม่มีเก้าอี้ กระดานดำเขียน ไม่มีสมุด
ขึ้ัน ป.2 ต้องท่องสูตรคูณ ก่อนกลับบ้าน
ขั้น ป.4 ต้องเรียน ภาษาอังกฤษ
ป.4 - ป.6 ย้ายมาที่โรงเรียนสุนทรวัฒนา และเปลี่ยนเป็น โรงเรียน หัวสระวิทยา จนปัจจุบัน
จำไม่ได้ว่า ตัวเอง เป็นหัวหน้าชั้นไหนบ้าง
สอบจะได้ที่ 1 ประมาณนี้แหละ พานำวันไหว้ครู...
สมัยนั้น คิดคะแนนเป็นเปอร์เซนต์
ระดับมัธยมศึกษา
รุ่นพี่เขาเรียน ม.ศ. แต่รุ่นผม เป็น ม.6 รุ่นแรก
ไปสอบที่โรงเรียนประจำอำเภอ ชื่อ โรงเรียนบำเหน็จณรงค์วิทยาคม ชื่อย่อ บ.ณ.
สอบเข้าได้ลำดับ 4
อยู่ห้อง 3/5 ห้องคิงส์ วาสั้น....
นั่งรถโดยสารสองแถวสีแดง จากคำปิง มาลงที่บ้านชวน ค่ารถ 2 บาท มั๊ง ถ้าจำไม่ผิด (ช่วงปี 2520)
ม.1 นั่งรถสองแถวรับจ้างของครูวัฒน์ (บ้านหัวทะเล) ต่อมาก็ของอาจารย์ฉาย(บ้านกุ่ม) เช้าเย็น จ่ายเป็นรายเดือน
สักระยะก็เปลี่ยนมาอาศัยวัดกับเพื่อนบ้านเดียวกัน ที่ "วัดบึงชวน" (เริ่มออกจากบ้านแล้ว)
ที่วัดนี้ เป็นวัดประจำอำเภอ
เมรุวัดบึงชวน กำลังก่อสร้าง อยู่หน้าโบสถ์ เป็นสถานที่เผาศพจนถึงปัจจุบัน เป็นที่ฝึกจิต มานั่งอ่านหนังสือด้วยแสงเทียนบ่อยครั้ง
โบสถ์วัดบึงชวน เป็นอีกที่ ที่ทำบุญของหมู่บ้าน เย็นๆ จะต้องมากวาดโบสถ์ ทำวั๖รกับพระทั้งเช้าและเย็น จนจำบทสวดได้
ริมบึงชวน ตรงไหนมีที่นั่งก็จะพเป็นที่อ่านหนังสือ อากาศเย็นดีมาก
สะพานไม้ตักน้ำของสาวๆ หย่อมบ้านระเริง จะมาตักน้ำเช้าเย็น ที่สะพาน (ปัจจุบันปรับปรุงบึงไม่มีให้เห็นแล้ว)
อ่างอาบน้ำของพระ จะเป็นแหล่งรวมของวัยรุ่น มาอาบน้ำวัด ซึ่งจะสูบน้ำจากบึงชวนขึ้นมา วันไหน นกตายได้กลิ่น ต้องปีนขึ้นไปเอานกที่ตายออกจากถังสังกะสีสี่เหลี่ยม จำไม่ได้ว่าเรียกว่าเรียกอะไร
ศาลาเก่าหน้าวัด จะเป็นสถานที่จัดงานศพของชาวบ้าน
ศาลาฉัน ชั้นสองจะเป็นที่นอนของพระ ห้ององค์ไหนองค์นั้นชั้นล่างจะเป็นหอฉัน
ทุกเช้า ตีสี่ตีห้า ต้องตื่นมาถูพื้น จัดอาสนะพระ พร้อมขวดน้ำ แก้ว ถาด จาน ช้อน (ให้สะอาด ก่อนโยมมาทำบุญเช้า)
พื้นด้านล่างรอบศาลา เป็นพื้นดิน ต้องสะอาด ปราศจากขยะ (จนทำให้ตจนเองชอบทำความสะอาดมาจนทุกวันนี้)
เสร็จตรงนี้ ก็เตรียมตัวอาบน้ำ เพื่อจะต้องตามพระออกบิณฑบาตร เอารถไสน้ำ พร้อมเข่ง ตามพระสายต่างๆ ในบ้านชวน ซึ่งกว้างใหญ่มาก
เราต้องออกหลังพระนิดนึง หรือ บางทีก็ไปพร้อมพระ ดักรอเป็นช่วง เพราะชาวบ้านใส่บาตรเยอะมาก มีทั้งข้าว แกง ขนม ดอกไม้ อื่นๆ
เราก็รับจากบาตรพระ มาลงเข่ง แยกไว้ แล้วนำมาที่วัด ล่วงหน้ามาก่อนพระ
มาถึงวัดก็เตรียมกระเป๋า หรือ บางทีก็อาบน้ำ
รอจนพระสวด และ จนพระฉันเสร็จก็กินข้าว แล้วออกเดินทาง ด้วยเท้า ไป โรงเรียน บ.ณ. (ระยะทางก็ประมาณ 15 นาที)
แต่บางวัน ถ้า โรงเรียนมีกิจกรรม ก็ต้องไปให้ทัน แต่ส่วนใหญ่ไม่ทัน จน อ.ประดิษฐ์ (ครูฝ่ายปกครอง) จะเรียกมาประจำว่ามาเช้าได้ไหม ผมเรียนอาจารย์ว่า ได้ครับ แต่ผมจะไม่ได่กินข้าวเช้า 555
ก็ไปเรียน
ซุ้มไม้ ใต้หอระฆัง จะเป็นซุ้มต้นเฟื่องฟ้า ท่านเจ้าอาวาส จะเอาไว้เป็นแหล่งรวมพูดคุยกันทั้งพระ ทั้งโยม ทั้งลูกศิษย์วัด จะมีเตาไฟ พร้อมกา พร้อมแก้ว สำหรับต้มน้ำมะตูม นั่งดื่ม นั่งคุยกัน บางทีก็เป็นน้ำรองเท้า ถ้าวันไหน หิว
ตกเย็น ก็ทำความสะอาดลานวัด ให้สะอาด ก่อนจะเตะบอลที่ลานหน้าวัด หรือ บางทีไปทุ่งนา บ้านปะโค ไปสนามโรงเรียนชวน โรงเรียน บ.ณ. หรือ ปะโค แล้วแต่เพื่อนจะชวนไป บางทีก็หาเตะเดิมพัน
ในการเรียน ม.1 - 3 ก็สนุกสนานตามรายวิชา ไปทำงานบ้านเพื่อน หรือ บ้านพักครู ก็ชวนกันไป
ในการเรียน ม.4 - 6
ก็มีช่วงนึง ที่ไปฝึกงานเพื่อเตรียมตัว เรียน "แพทย์ชนบท"
จำไม่ได้ว่า ม.ไหน
นั่งรถนครชัย จากบ้านชวน อ้อมไปคำปิง หนองบัวโคก ไปลงหน้าเจ้าพ่อ เดินไป โรงพยาบาลชัยภูมิ
ไปฝึกในห้องต่างๆ กับเพื่อนอีกหลายโรงเรียน ที่จำได้จะมี จ.ค. คอนสวรรค์ ร.ร.ชาย
ฝึกเสร็จถึงวันไปสอบ ก็ไปสอบ จุฬา ก็มีรุ่นพี่มารับส่ง
นั่งรถทัวร์ไป กรุงเทพฯ ลงหมอชิด ไปพัก จุฬา
เพื่อนที่สอบติด และยังทำงานด้วยกัน ก็มี "นายแพทย์ดุสิต ขำชัยภูมิ นายแพทย์ปัญญา งานจัตุรัส"
บางครั้งก็เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปสอบแข่งขันตอบปัญหา ในชัยภูมิบ้าง ในโคราชบ้าง
มีครั้งนึง ไปสอบกรมอุตุนิยมวิทยา กับ เพื่อน นิสิต ทิพย์รักษ์ บ้านหัวบึง แต่ตัวเองไม่ติด นิสิตติดรับราชการจนเกษียณมาแล้ว ยังเจอกันอยู่
สุดท้าย จบ ม.6 ได้โควตา "วิทยาลัยครูนครราชสีมา" โดยไม่ต้องสอบ
ระดับอนุปริญญา
เมื่อ จบ ม.6 ได้โควตาเรียน
เรียน "เอกภาษาไทย" กับเพื่อนทั้ง โคราช บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ได้รู้จักกัน (ออกจากบ้านอีกแหละ) เรียน 2 ปี หากจบก็สมัครสอบเป็นครู
ตอนนั้น ครูสอบยากมาก มีตำแหน่งน้อย กลัวสอบไม่ได้ ตกงาน
ช่วงนั้น เรื่อง ตกงานดังมาก เรื่องเรียนไม่จบกด็ดัง จนมีเพลงเพื่อชีวิตสะท้อน เช่น ไอ้น้อยเสียคน ตาผุยชุมแพ ม.21 เด็กปั๊ม วงชาตรี ฯลฯ
เรียน 1 ปี ได้ลำดับ 1 ของห้อง
พักบ้านเช่า กับ เพื่อนอ้วน เพื่อนสมพิศ คนหัวสระด้วยกัน
ทุกวันยังมีไลน์กลุ่มเพื่อนภาษาไทย อยู่
เรียน 1 ปี แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก
จนคิดไปคิดมา เงินที่จะเรียนให้จบ พ่อแม่ก็ยากจน ทำไงดี
นอนฟัง "วิทยุ AM"
วิทยุสมัยนั้น (ปี 2525 กรุงเทพ 200 ปี) เป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่นมาก
นักร้องลูกทุ่งสมัยนั้นมีเยอะแยะ สายัณห์ สัญญา ยอดรัก สลักใจ เพลินพรมแดน เทพพร เพชรอุบล เพชรพิณทอง ฯลฯ
ซึ่งจะมีช่องสถานีวิทยุ AM แต่ละช่อง ถ้าใกล้หน่อยก็เสียงดังดี ่น สถานีที่ตั้งในชัยภูมิ โคราช ขอนแก่น
ในชัยภูมิ ก็ จ.ส.5 แม่คำหล่า พงศนัน
ในขอนแก่น ก็สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดขอนแก่น
ในโคราช จะมีเยอะ เช่น วปถ.5 คุณประมวล น้องแมว ประทีป กรีฑาเวช ฯลฯ
โดยเฉพาะ ชาวไร่ ชาวนา จะใช้วิทยุเป็นเพื่อนแก้เหงา ถัดขึ้นมาจะเป็นวิทยุเทปคาสเสท ก่อนจะมาเป็น CD
พอฟังแล้ว ช่วงนักจัดรายการเขาจะมาอ่านจดหมายที่มิตรรักนักฟังเพลงเขียนไปหา ดีเจ เขาก็อ่าน
ในจดหมาย จะทำนองว่า สวัสดีอาประมวล น้องแมว ฟังรายการนี้เป็นประจำ ชอบ ขอเพลงนั้นเพลงนี้ให้คนนั้นคนนี้ (จนเป็นที่ไปที่มาให้สถานีวิทยุชุมชน ทำตาม)
ผมก็เคยเขียนเข้าไป บางคนก็ใช้ชื่อจริง บางคนก็ใช้ชื่อเล่น
เขียนใส่สมุด ฉีกกระดาษ จ่าหน้าซองจดหมายติดแสตมป์ 2 บาท แล้วรอลุ้นว่าจะไปถึงกี่วัน ก็เปิดสถานีนั้นไว้
เพราะในสถานีก็มีเวลลาชาวงเพลง ช่วงข่าว ช่วงนิยาย แล้วแต่ชอบ
ช่วงเข้าเช้า จะเป็น อาปรีชา ทรัพย์โสภา
ช่วงสาย
ช่วงเที่ยง ข่าวประจำวัน
ช่วงบ่ายเพลงบ้าง นิยายบ้าง คณะละครช่วงนั้น ก็คณะเกศทิพย์ ฟังแล้วนึกภาพตามหรือจิตนาการได้ดีนะครับ เขาพากษ์ดีครับ
เดี๋ยวไปอ่านต่อใน "แท็บของภูมิลำเนา" นะครับ
แล้วฟังข่าวเช้า จาก จ.ส.5 ว่ารับสมัครพนักงานอนามัย
เตรียมเอกสาร ก็ไปสมัคร (จำไม่ได้อีกว่าไปกับใคร มันนานแล้วเนาะ)
ขึ้นรถนครชัย ที่หัวทะเล หนองบัวโคก ลงหน้า ร.ร.ชาย เดินลัดเลาะวอยมาหน้า ร.ร.สตรี คือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ
แต่จำได้ว่า ผช.ณรงค์ แสงฤทธิ์ ก็ไปสมัครแล้วได้ด้วย
ระดับอนุปริญญาตรี
หลักสูตรพนักงานอนามัย
เรียนที่วิทยาลัยการสาธารณสุขภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก (ออกจากบ้านอีกแหละ)
ระดับปริญญาตรี
ระดับปริญญาโท
การอบรมศึกษาดูงานและแประสบการณ์อื่นๆ